วิตามินและสารอาหารที่ช่วยลดความเสี่ยงเบาหวาน

โรคเบาหวานเป็นหนึ่งในโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่พบได้บ่อยในปัจจุบัน ซึ่งสาเหตุหลักมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตและการรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม การรับประทานสารอาหารบางชนิดอาจช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคเบาหวานได้ บทความนี้จะกล่าวถึงสารอาหารสำคัญ 5 ชนิด ที่มีส่วนช่วยในการป้องกันโรคเบาหวาน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามในการเลือกรับทานอาหาร
โรคเบาหวานคืออะไร และจะป้องกันได้อย่างไร
โรคเบาหวานเป็นภาวะที่ร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลไปใช้ได้อย่างเหมาะสม ทำให้มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงผิดปกติ ซึ่งหากไม่ได้รับการดูแลรักษา อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ การป้องกันหรือชะลอการเกิดเบาหวานชนิดที่ 2 ทำได้โดยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ รักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ และหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ นอกจากนี้ การรับประทานอาหารเสริมเบาหวานบางชนิด เช่น วิตามินดี โอเมก้า 3 ก็อาจช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดเบาหวานได้เช่นกัน [1]
หากได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานแล้ว สามารถรักษาและป้องกันภาวะแทรกซ้อนได้ ด้วยการควบคุมอาหาร ออกกำลังกายเป็นประจำ รับประทานยาตามแผนการรักษา ตรวจร่างกายและดูแลภาวะแทรกซ้อนอย่างสม่ำเสมอ อย่างไรก็ตาม การปรับพฤติกรรมและวิถีการใช้ชีวิตให้เหมาะสมตั้งแต่เนิ่น ๆ ก็เป็นหนทางที่ดีที่สุด ในการลดความเสี่ยงของการเกิดโรคเบาหวานนั่นเอง
แนะนำ 6 วิตามินและสารอาหาร ที่สามารถช่วยลดความเสี่ยงเบาหวานได้
การดูแลสุขภาพด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และอุดมไปด้วยสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวานได้ วันนี้เราจะมาแนะนำ 6 วิตามินและสารอาหารที่สามารถช่วยในการป้องกันและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
- วิตามินดี
วิตามินดีมีบทบาทสำคัญในการป้องกันโรคเบาหวาน การขาดวิตามินดีส่งผลให้การหลั่งอินซูลินลดลง เกิดภาวะดื้ออินซูลิน และเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 เนื่องจากวิตามินดีจำเป็นต่อการสังเคราะห์แคลเซียมและการหลั่งอินซูลิน ซึ่งขึ้นอยู่กับแคลเซียม วิตามินดีพบได้ในอาหารบางชนิด เช่น ไข่แดง ปลา เนื้ออวัยวะ เห็ด และสังเคราะห์จากแสงแดด แต่หลายคนมีวิตามินดีไม่เพียงพอเพราะอยู่ในพื้นที่ที่มีแสงแดดน้อย จึงแนะนำให้ตรวจวัดระดับวิตามินดีทุก 6 เดือนและเสริมอาหารเสริม หากจำเป็น เพื่อให้มีระดับวิตามินดีที่เหมาะสมต่อการป้องกันเบาหวาน [2]
- ใยอาหาร
การกินอาหารที่มีใยอาหารสูง ไม่เพียงช่วยควบคุมน้ำหนัก แต่ยังช่วยปรับระดับน้ำตาลในเลือดด้วย ใยอาหารแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ใยอาหารไม่ละลายน้ำ ซึ่งพบในรำข้าว ผัก และธัญพืชเต็มเมล็ด ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดี และใยอาหารละลายน้ำ ซึ่งพบในข้าวโอ๊ต ถั่ว เมล็ดพืช และถั่วลันเตา ช่วยลดคอเลสเตอรอล ดังนั้นควรกินผัก ผลไม้ และธัญพืชเต็มเมล็ดให้ได้วันละ 5 ส่วน และลดการบริโภคแป้งขัดขาว อาหารขยะ
- โอเมก้า 3
กรดไขมันโอเมก้า 3 มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการ งานวิจัยพบว่าโอเมก้า 3 ช่วยลดไขมันไตรกลีเซอไรด์และเพิ่มคอเลสเตอรอลดี (HDL) นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติต้านการอักเสบ ซึ่งเป็นสาเหตุของเบาหวาน กรดไขมันโอเมก้า 3 พบได้ในปลาทะเล เช่น ปลาซาร์ดีน ปลาทูน่า และในพืช เช่น เมล็ดแฟล็กซ์ เมล็ดฟักทอง อัลมอนด์ และวอลนัท แนะนำให้กินปลาสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เมล็ดพืช 1-2 ช้อนโต๊ะ และถั่ว 30 กรัมต่อวัน [3]
- ซีลีเนียม
ซีลีเนียมเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยปกป้องเซลล์ตับอ่อนจากความเสียหาย และช่วยเพิ่มการทำงานของตับอ่อน งานวิจัยพบว่าการรับประทานซีลีเนียม 200 ไมโครกรัมต่อวัน เป็นเวลา 6 เดือน ช่วยลดระดับน้ำตาล คอเลสเตอรอล และ LDL ในผู้ป่วยเบาหวาน ในขณะที่เพิ่มคอเลสเตอรอลดี ซีลีเนียมพบได้ในถั่ว ถั่วลันเตา ปลา บราซิลนัท ธัญพืชเสริม และข้าวสาลีเต็มเมล็ด และพบมากในอาหารเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งถือเป็นอาหารที่ดีสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน [4]
- โครเมียม
โครเมียมเป็นแร่ธาตุจำเป็นที่ช่วยเพิ่มการออกฤทธิ์ของอินซูลิน พบว่าผู้ป่วยเบาหวานมักขาดโครเมียม การเสริมโครเมียมช่วยเพิ่มประสิทธิภาพอินซูลินและลดความเสี่ยงโรคหัวใจในผู้ที่น้ำหนักเกิน โครเมียมพบได้ในเนื้อสัตว์ ธัญพืช ผลไม้ ผัก ถั่ว เครื่องเทศ ยีสต์ และไวน์ ดังนั้นควรกินอาหารเหล่านี้เพื่อป้องกันเบาหวาน นอกจากอาหารเสริมแล้ว การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตไปในทางบวกและการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยป้องกันและควบคุมโรคเบาหวานได้อย่างได้ผล [5]
- เมทิลโฟเลต
เมทิลโฟเลต (L-methylfolate) คือรูปแบบที่ใช้งานได้ของวิตามินบี9 ซึ่งมีบทบาทสำคัญในกระบวนการทางชีวภาพต่าง ๆ เช่น การสร้างและซ่อมแซมดีเอ็นเอ ในผู้ป่วยเบาหวานโดยเฉพาะเบาหวานชนิดที่ 2 เมทิลโฟเลตช่วยควบคุมระดับฮโมซีสเตอีน ซึ่งเป็นกรดอะมิโนที่ระดับสูงเชื่อมโยงกับความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยเบาหวาน ดังนั้นการขาดเมทิลโฟเลตอาจทำให้ภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวาน เช่น โรคประสาทเบาหวาน แย่ลง การเสริมเมทิลโฟเลตอาจช่วยลดระดับฮโมซีสเตอีนและอาจช่วยบรรเทาภาวะโรคประสาทได้ นอกจากนี้การวิจัยต่าง ๆ ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของเมทิลโฟเลตในการลดระดับฮโมซีสเตอีนและการจัดการกับภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ในผู้ป่วยเบาหวานได้อีกด้วย [6]
ระดับน้ำตาลในเลือดที่เหมาะสม
ผลน้ำตาลควรวัดตอนตื่นนอนตอนเช้า (ก่อนกินอะไรเลย) และ 1 ชั่วโมงหลังจากรับประทานอาหารแต่ละมื้อ ยกตัวอย่าง ถ้าคุณแม่ตื่นนอนตอน 6.15 น. ก็เช็คน้ำตาลก่อน แล้วเช็คอีกทีตอน 8.00 น. หากทานข้าวเช้าเสร็จตอน 7.00 น. โดยบันทึกลงสมุดหรือแอพตามที่ตกลงกับแพทย์
สมาคมสูติแพทย์อเมริกันแนะนำว่า ระดับน้ำตาลที่พึงประสงค์ควรอยู่ในเกณฑ์ดังนี้
- ก่อนทานอาหาร 95 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร หรือต่ำกว่า
- 1 ชั่วโมงหลังทานอาหาร 140 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร หรือต่ำกว่า
- 2 ชั่วโมงหลังอาหาร 120 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร หรือต่ำกว่า
อย่างไรก็ตามนี่เป็นเพียงแนวทางเท่านั้น คุณหมอจะพิจารณาปรับเกณฑ์ดังกล่าวให้เหมาะสมกับภาวะร่างกายของคุณแม่เป็นรายบุคคลอีกครั้ง
5 วิธีการป้องกันเบาหวานโรคเบาหวาน
การป้องกันโรคเบาหวานถือเป็นเรื่องสำคัญ ที่ทุกคนควรให้ความใส่ใจ เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดโรค และภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดตามมา หัวข้อนี้เรามี 5 วิธีง่าย ๆ ในการป้องกันเบาหวาน ที่ทุกคนสามารถนำไปปรับใช้ได้ในชีวิตประจำวัน [7]
- ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ: ด้วยการรับประทานอาหารให้เหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หากมีน้ำหนักเกินควรปรับลดลงให้ได้ 5-7% ของน้ำหนักตัว จะสามารถลดความเสี่ยงของการเป็นเบาหวานได้ถึง 58%
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ 30 นาที 5 วันต่อสัปดาห์: การออกกำลังกายจะช่วยเพิ่มความไวของอินซูลิน ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และลดปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งมักพบได้บ่อยในผู้ป่วยเบาหวาน
- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย: เลือกรับประทานอาหารที่มีใยอาหารสูง เช่น ผักและผลไม้ ธัญพืชเต็มเมล็ด ถั่วและเมล็ดพืช รวมถึงเลือกแหล่งโปรตีนที่ดี เช่น ปลา อกไก่ ไข่ นม และเนื้อสัตว์ไขมันต่ำ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาลและไขมันสูง ขนมหวาน และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบ
- เลิกสูบบุหรี่: การสูบบุหรี่เป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญของการเกิดโรคเบาหวาน เนื่องจากนิโคตินในบุหรี่จะไปลดความไวของเซลล์ตับอ่อนในการผลิตอินซูลิน ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น นอกจากนี้ยังเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคมะเร็งอีกด้วย
- รับประทานอาหารเสริมเบาหวานเพื่อป้องกัน: อาหารเสริมบางชนิดมีส่วนช่วยในการป้องกันเบาหวานได้ เช่น วิตามินดี โอเมก้า 3 ซีลีเนียม และโครเมียม ซึ่งมีงานวิจัยรองรับว่าสามารถช่วยเพิ่มการทำงานของอินซูลิน ลดการอักเสบ และควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ แต่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน และเลือกผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพเป็นเรื่องท้าทาย แต่ก็มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการป้องกันเบาหวาน การดูแลสุขภาพด้วยวิถีธรรมชาติ ควบคู่กับการใช้อาหารเสริมเบาหวานเพื่อเติมเต็มสารอาหารที่จำเป็น จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพในระยะยาว
การป้องกันและควบคุมโรคเบาหวาน เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องให้ความใส่ใจอย่างจริงจัง การรับประทานอาหารอย่างเหมาะสม ร่วมกับการออกกำลังกายสม่ำเสมอ และการเสริมสารอาหารที่จำเป็น จะช่วยลดความเสี่ยง และชะลอการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากโรคนี้ได้ หากใส่ใจสุขภาพและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตั้งแต่วันนี้ คุณก็จะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ โดยไม่ต้องกังวล